VAT สินค้านำเข้า ราคาต่ำกว่า 1500 บาท
Kris Piroj
Editor
Published
Kris Piroj
Editor
Published

ในอดีตสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT สินค้านำเข้ามาโดยตลอด แต่ในปี 2567 มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 และออกประกาศกระทรวงการคลัง “เรื่อง การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท”1 เพื่อจัดเก็บ VAT สินค้านำเข้า ราคาต่ำกว่า 1500 บาท
โดยประกาศดังกล่าวจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 และมีผลจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 และหลังจากนั้นในปี 2568 เป็นต้นไปกรมสรรพากรจะเป็นผู้จัดเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่ม สินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาทเอง ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจกับการเก็บ VAT สินค้านำเข้า ว่าคือสิ่งที่จัดเก็บอย่างไร? ทำไมต้องเก็บ VAT สินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1500 บาท และผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง
VAT สินค้านำเข้า คือ การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อในป้องกันการทุ่มตลาดสินค้ามูลค่าต่ำจากต่างประเทศที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาโดยตลอด
มาตรการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้า หรือ การเก็บ VAT สินค้านำเข้า โดยในระยะแรกกรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพื่อนำส่งให้กรมสรรพากร (เหมือนกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ราคาเกิน 1,500 บาท ที่เก็บอยู่แล้วในปัจจุบัน)
ส่วนการเก็บ VAT สินค้านำเข้าในระยะถัดไปจะมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร และหารือกับผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์เป็นผู้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งสรรพากรโดยตรง
ตัวอย่างเช่น ถ้าหากสั่งซื้อสินค้า 100 บาท จะถูกเก็บภาษีเพิ่ม 7% หรือ 7 บาท ทำให้ผู้ซื้อชำระเงินรวมทั้งหมด 107 บาทในหน้าจ่ายเงิน ซึ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 บาทนั้นผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์จะนำส่งให้กับกรมสรรพากร ซึ่งเราเรียกการจัดเก็บภาษีในลักษณะนี้ว่า “การเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านแพลตฟอร์ม (Vendor Collection Model)” ที่แพลตฟอร์มเป็นผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐ
และในส่วนของการเก็บ VAT สินค้านำเข้าที่มูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ที่ไม่ได้นำเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่นำเข้ามาทางหน้าด่านของกรมศุลกากร ก็จะต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่หน้าด่าน
สรุป เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับ VAT สินค้านำเข้า ราคาต่ำกว่า 1500 บาท
การเก็บ VAT สินค้านำเข้า จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท จากเดิมที่สินค้ากลุ่มนี้ไม่ต้องเสีย VAT มาโดยตลอด
เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป
มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดสินค้ามูลค่าต่ำของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มาจากจีน
มีผลทั้งสินค้าที่นำเข้าผ่านการสั่งซื้อออนไลน์และออฟไลน์ เริ่มต้นตั้งแต่สินค้าราคา 1 บาท
เบื้องต้นส่งผลให้สินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 จากต่างประเทศ ที่สั่งจากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ อย่างเช่น Lazada และ Shopee จะแพงขึ้น 7%
สินค้านำเข้าที่มีราคา 1,500 บาท ไม่ได้รับผลอะไรจากมาตรการนี้ เพราะตามปกติต้องจ่ายภาษีศุลกากร และ/หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว
ในระยะแรกให้กรมศุลกากรเป็นผู้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนำส่งให้กรมสรรพากร เหมือนกับการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ราคาเกิน 1,500 บาท
ในระยะต่อไปจะมีการแก้ไขประมวลรัษฎากรของกรมสรรพากร เพื่อให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์เป็นผู้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและนำส่งสรรพากรโดยตรง
ตามปกติการสั่งซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่มีราคาต่ำจะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากรขาเข้าหรือภาษีนำเข้า เพราะเป็นสินค้าชิ้นเล็กที่เข้ามาจำนวนหลายสิบล้านชิ้นต่อวันจึงเป็นเรื่องยากที่จะตรวจสอบสินค้าที่เข้ามาเป็นรายชิ้นอีกทั้งยังเป็นเรื่องยุ่งยากในการจัดการเกี่ยวกับภาษีของสินค้าชิ้นเล็กในลักษณะนี้
การยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าที่ราคาต่ำกว่า 1,500 บาทในอดีตจึงเป็นสิ่งที่ลดขั้นตอนการตรวจปล่อยสินค้าของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ในขณะที่ผู้บริโภคอย่างเราจึงได้ประโยชน์ในแง่ของราคาที่ต่ำกว่าการซื้อสินค้าในประเทศจากผู้ขายที่จด VAT ถูกต้องซึ่งมี 7% รวมอยู่ในราคาสินค้ามาโดยตลอด
ยอดสินค้านําเข้าเกือบ 40 ล้านชิ้น เป็นสินค้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ถึงประมาณ 90% หรือประมาณ 36 ล้านชิ้น โดยมากจะเข้ามาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่านไปรษณีย์ไทยส่วนหนึ่งประมาณ 10%
แต่ไม่ได้มีเพียงเราที่เป็นผู้บริโภคที่ได้รับประโยชน์จากการที่สินค้าราคาต่ำไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรขาเข้า ยังมีผู้ขายจากต่างประเทศที่ขายสินค้ามูลค่าต่ำ (Low-Value Goods) ที่สามารถใช้ช่องว่างนี้ในการทุ่มตลาดด้วยสินค้าที่ราคาต่ำกว่าจริง หรือแจ้งราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าก็ตาม
การทุ่มตลาดด้วยช่องว่างดังกล่าวจึงส่งผลให้สินค้าในลักษณะเดียวกันจากผู้ประกอบการภายในประเทศไทยที่มีการจ่าย VAT อย่างถูกต้องสินค้าราคาแพงขึ้นประมาณ 7% ซึ่งการที่สินค้าราคาต่ำเหล่านี้สร้างความเหลื่มล้ำด้านราคา ผลกระทบต่อเนื่องอีกประการที่ตามมาคือสินค้าเหล่านี้มักเป็นสินค้าคุณภาพต่ำที่ไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากจงใจผลิตออกมาให้มีคุณภาพต่ำเพื่อทำราคาให้ได้ต่ำที่สุดเพื่อทุ่มตลาด
อย่างไรก็ตาม หลังจากการบังคับใช้การเก็บภาษี VAT สินค้านำเข้าราคาต่ำกว่า 1,500 บาท อีกสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นประเด็น คือการสำแดงราคาสินค้านำเข้าของผู้ประกอบการจากต่างประเทศว่าจะเป็นไปตามจริงหรือไม่
ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการปรับปรุงกฎหมาย การนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เนื่องจากประมวลรัษฎากรได้มีการระบุเอาไว้ว่าให้ยกเว้นการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในสินค้านำเข้าที่กรมศุลกากรยกเว้นอากรให้ และ “สินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท” เองก็เป็นหนึ่งในรายการที่ได้รับยกเว้นอากรมาตั้งแต่ปี 2561 (เพิ่มขึ้นจาก 500 บาทที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2530) การที่จะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำจึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อทำให้อัตราอากรที่ได้รับการยกเว้นต้องนำมาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้
สินค้าที่มีราคาสูงกว่า 1,500 บาท ตามปกติสินค้าเหล่านี้โดยส่วนใหญ่จะต้องเสียภาษีนำเข้าหรือภาษีศุลกากรขาเข้า และแต่ละรายการอาจจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว (หรือแม้แต่มีเงื่อนไขในการขออนุญาตเพื่อนำเข้า) หากไม่ได้อยู่ในยกเว้นหรือเงื่อนไขบางประการตามประเภทของสินค้า
ทำให้สินค้าในส่วนที่มีราคาสูงและสูงมากไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับการเก็บ VAT สินค้านำเข้ามากนัก
ด้านผู้บริโภคที่เป็นผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้านำเข้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาทจะทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้แพงขึ้น 7% จากอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
ส่วนการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับกรมสรรพากรจะเป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์มออนไลน์
ข้อมูลอ้างอิง



