กนง. ลดดอกเบี้ยลงอีก 25 BPS เหลือ 1% ในการประชุม กนง. ครั้งที่ 1 ของปี 2569

Published

Modified

ไทย ลดดอกเบี้ย เหลือ 1% ต่อปี ผลการประชุม กนง. มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% หรือ 25 BPS จาก 1.25% เหลือ 1% ต่อปี ในการประชุม กนง ครั้งที่ 1 ของปี 2569

ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 1 ของปี 2569 วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงินมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 25 Basis Point จาก 1.25% เหลือ 1% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยนโยบายกลับมาอยู่ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงปี 2565 หลังการผ่อนคลายจากวิกฤตการแพร่ระบาด

อีกทั้งการลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในครั้งนี้ยังเป็นการลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง 2 ครั้งติดกัน หลังจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 6 เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

โดยประเด็นสำคัญที่ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงินตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในครั้งนี้ ได้แก่

  • กระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังโตต่ำกว่าศักยภาพ แม้เศรษฐกิจช่วงปลายปี 2568 จะทำได้ดีกว่าที่คาด แต่แนวโน้มในปี 2569-2570 ยังคงเติบโตได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและกระจุกตัวอยู่แค่บางภาคส่วน เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรง
  • เงินเฟ้อต่ำและฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะอยู่ในระดับต่ำจากราคาพลังงานและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ทำให้คาดว่าจะกลับเข้าสู่เป้าหมายช้าลง (เลื่อนไปเป็นครึ่งหลังของปี 2570) การลดดอกเบี้ยจึงช่วยดึงให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ดีขึ้น
  • บรรเทาภาระหนี้และเพิ่มสภาพคล่อง ปัจจุบันสินเชื่อในระบบยังคงหดตัวต่อเนื่อง สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้ ส่งผลให้สภาพคล่องของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนตึงตัว การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กลุ่มเปราะบางเหล่านี้
  • ลดแรงกดดันจากเงินบาทแข็งค่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังซ้ำเติมผู้ส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มที่กำไรน้อยและต้องแข่งขันด้านราคา

นอกจากนี้ ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากแถลงของคณะกรรมการนโยบายการเงินจากการประชุมครั้งนี้คือ แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่ กนง. ก็เน้นย้ำว่าอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% นี้นับว่าผ่อนคลายเพียงพอแล้ว และปัญหาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยนโยบายอื่น ๆ ของภาครัฐเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย

มุมมองที่ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

คณะกรรมการฯ มองว่า เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงในปี 2569 และ 2570 จากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม รวมถึงแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีจำกัดตามเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SMEs และครัวเรือนยังตึงตัว 

กรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% ต่อปีเป็น 1.00% ต่อปี เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและยังช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับ SMEs และครัวเรือนเพิ่มเติม และเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ขณะที่กรรมการ 2 ท่านเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% โดยเห็นว่านโยบายการเงินปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง รวมทั้งขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัดภายใต้บริบทที่มีความไม่แน่นอนสูง และเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า โดยเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ รวมทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดอื่น

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงปลายปี แต่อีกส่วนหนึ่งจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการลงทุนและการส่งออกสินค้า ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปยังเศรษฐกิจปี 2569 และ 2570 อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยแม้การส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่กระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นสำคัญและสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจลดลงกว่าในอดีต ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2568 ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของกระบวนการงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ และการแข็งค่าของเงินบาท 

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิมตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการภาครัฐที่อาจมีเพิ่มเติม และถูกกดดันเพิ่มเติมจากการแข่งขันที่อยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้จากช่วงครึ่งแรกของปี 2570 เป็นช่วงครึ่งหลังของปี อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากที่ประเมินไว้เช่นกันและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการที่ไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง โดยอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางปรับลดลงบ้างแต่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามความเสี่ยงภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงด้านต่ำของอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มของราคาพลังงาน

อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินและบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือน อย่างไรก็ดี ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง คณะกรรมการฯ เห็นควรให้ติดตามการส่งผ่านของนโยบายการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ รวมทั้งสนับสนุนให้มีมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับแข็งค่าตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออกโดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ คณะกรรมการฯ กังวลต่อเงินบาทที่มีสัญญาณแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน จึงเห็นควรให้ติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและธุรกรรมที่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด รวมทั้งประเมินประสิทธิผลและความเพียงพอของมาตรการเกี่ยวกับธุรกรรมทองคำและธุรกรรมทางการเงินอื่นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงอยู่ในระดับผ่อนคลายเพียงพอและสอดคล้องกับการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า อีกทั้งสนับสนุนให้เงินเฟ้อทยอยกลับเข้าสู่เป้าหมายในระยะปานกลาง ในขณะเดียวกัน ควรติดตามนัยของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อการสะสมความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะปานกลาง และให้ความสำคัญกับขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่มีอยู่จำกัด


แหล่งที่มา