ธนาคารกลาง (Central Bank) และบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลาง
Kris Piroj
Editor
Published
Kris Piroj
Editor
Published

การตัดสินใจของธนาคารกลาง ไม่ว่าจะเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือการดำเนินนโยบายการเงินอื่น ๆ ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคนในทุกมิติทางเศรษฐกิจและการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออม การลงทุน หรือแม้แต่ราคาสินค้าที่เราซื้อมาใช้
บทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ “ธนาคารกลาง (Central Bank)” มาดูกันว่าแท้จริงแล้วธนาคารกลางเป็นใคร? หน้าที่ของธนาคารกลาง และอะไรเป็นสิ่งที่ทำให้การแถลงข่าวและรายงานของธนาคารกลางได้รับความสนใจ ตลอดจนทำความรู้จักกับ “ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand)” ที่เป็นธนาคารกลางของประเทศไทย
เลือกหัวข้อเกี่ยวกับ “ธนาคารกลาง” ที่ต้องการอ่าน
ธนาคารกลาง คือ หน่วยงานกลางในแต่ละประเทศที่ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพราคาและดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจ ด้วยการดำเนินนโยบายการเงิน และมาตรการอื่น ๆ ภายใต้อำนาจและวัตถุประสงค์ของธนาคากลาง
หน้าที่ของธนาคารกลาง โดยทั่วไปจึงเกี่ยวข้องกับการทำให้อัตราแลกเปลี่ยนและระบบการเงินของประเทศสามารถให้บริการได้อย่างราบรื่นและยังคงดำเนินต่อไปได้แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยไม่คาดฝัน และการรักษาเสถียรภาพราคาโดยรวมในประเทศไม่ให้เปลี่ยนแปลงมากหรือน้อยเกินไป โดยมีเครื่องมือหลักเป็นนโยบายการเงิน (Monetary Policy) และเครื่องมือทางการเงินรูปแบบต่าง ๆ
เพราะฉะนั้น ธนาคารกลาง จึงเป็นหน่วยงานที่จะไม่ทำธุรกรรมการเงินกับประชาชนโดยตรง แต่จะทำธุรกรรมกับหน่วยงานรัฐในฐานะนายธนาคารของรัฐบาล และสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางในฐานะนายธนาคารของสถาบันการเงินเท่านั้น รวมถึงเป็นผู้ดำเนินนโยบายการเงินที่ส่งผลในภาพรวมของเศรษฐกิจเท่านั้น
จะเห็นว่าธนาคารกลางที่มีหน้าที่โดยรวมเกี่ยวกับการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจและระบบการเงิน จึงจำเป็นที่จะต้องแน่ใจว่าการตัดสินใจของธนาคารกลางจะไม่ถูกแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทำให้โดยส่วนใหญ่ธนาคารกลางในประเทศพัฒนาแล้วจะเป็นองค์กรที่เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง และการตัดสินใจนโยบายต่าง ๆ จะดำเนินโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางโดยตรง (แม้ว่ารัฐบาลมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้บริหารธนาคารกลางบนเงื่อนไขคุณสมบัติที่กำหนด และสภานิติบัญญัติเป็นผู้ออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง)
ดังนั้น หากถามว่า “ธนาคารกลางมีหน้าที่ต่างจากธนาคารพาณิชย์อย่างไร” คำตอบคือ ธนาคารกลางทำหน้าที่ดูแล ควบคุม และช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการให้สินเชื่อกับลูกค้า ซึ่งนำไปสู่การขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
หน้าที่ของธนาคารกลางเป็นสิ่งที่ค่อนข้างกว้างและแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศตามที่ถูกตราไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับธนาคารกลางของประเทศนั้น ๆ แต่โดยทั่วไปเหตุผลในการมีอยู่และอำนาจหน้าที่ของธนาคารกลางมักจะเกี่ยวข้องกับ 8 ประเด็นที่ยึดโยงกับระบบการเงินและเศรษฐกิจในประเทศ ดังนี้
1. การดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของธนาคารกลางในการบรรลุเป้าหมายตามหน้าที่ของธนาคารกลาง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน การรักษาเสถียรภาพราคา การควบคุมอุปทานเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ การดูแลและให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงิน และการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน โดยนโยบายการเงินสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุดคือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผลไปยังอัตราดอกเบี้ยอื่น ๆ ภายในประเทศ
มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easting)
มาตรการเชิงปริมาณ (Quantitative Tightening)
การควบคุมเส้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve Control)
2. ควบคุมดูแลอัตราแลกเปลี่ยนและระบบชำระเงินภายในประเทศ โดยธนาคารกลางจะเป็นผู้ที่มีสิทธิออกธนบัตรและเหรียญแต่เพียงผู้เดียว อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมระบบการชำระเงินรูปแบบอื่น (เช่น บัตรเดบิตและบัตรเครดิต) รวมถึงการบริหารสินทรัพย์ในทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves) ตลอดจนเป็นผู้ดำเนินนโยบายบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือแม้แต่การแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน
3. ควบคุมอุปทานเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เพื่อดูแลไม่ให้เงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจมากและน้อยเกินไป เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
4. ดูแลเสถียรภาพระบบการเงินของประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบการเงินของประเทศที่มีหน้าที่เชื่อมโยงแต่ละฝ่ายในระบบเศรษฐกิจจะสามารถให้บริการได้อย่างราบรื่นและยังคงดำเนินต่อไปได้แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ตลอดจนติดตามการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินอย่างใกล้ชิดพร้อมกับจัดทำงานวิจัยและเผยแพร่รายงานทางด้านเศรษฐกิจการเงินเพื่อประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
5. รักษาเสถียรภาพราคา เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลมูลค่าของเงินด้วยการรักษาระดับราคาโดยรวมในเศรษฐกิจให้คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากหรือน้อยเกินไปและไม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินไป ซึ่งเสถียรภาพราคาสามารถวัดได้จาก “อัตราเงินเฟ้อ” โดยทั่วไปธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ มักจะมีเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Target) อยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี ซึ่งการรักษาเสถียรภาพราคาธนาคารกลางจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
6. กำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงินภายในประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินภายในประเทศจะดำเนินการไปอย่างมั่นคงและเป็นไปตามกฎหมาย ผ่านข้อกำหนดอย่างเช่นอัตราส่วนสำรองเงินฝากขั้นต่ำ (Required Reserve Ratio)” ที่กำหนดว่าธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้เท่าใดโดยต้องเก็บเงินสดไว้ในมือเท่าใด และอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสถาบันการเงิน (Liquidity Coverage Ratio) เป็นต้น รวมถึงติดตามผลกระทบของสถาบันการเงินเหล่านี้ต่อระบบการเงินโดยรวมอย่างใกล้ชิดเพื่อบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน พร้อมกับให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินในด้านสภาพคล่องแก่สถาบันการเงินนอกเหนือจากการกู้ยืมระหว่างสถาบัน
7. ทำหน้าที่เป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล เป็นตัวแทนทางการเงินของธนาคาร ดูแลบัญชีเงินฝากของรัฐบาล ให้รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจกู้ยืมเงิน เป็นตัวแทนรัฐบาลในการซื้อขายหลักทรัพย์และสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงเป็นนายธนาคารของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
8. ทำหน้าที่เป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน เหมือนกับการเป็นธนาคารของธนาคาร เช่น รับฝากเงินจากธนาคารพาณิชย์ ให้กู้ยืมเงิน รับหักบัญชีระหว่างธนาคาร ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน การรับเก็บรักษาเงิน หลักทรัพย์ ของมีค่าอย่างอื่นของสถาบันการเงิน รวมถึงสามารถสั่งให้ส่งรายงานหรือชี้แจงเกี่ยวกับทรัพย์สิน หนี้สิน หรือภาระผูกพัน
กล่าวคือ หน้าที่ของธนาคารกลาง เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินและเศรษฐกิจในประเทศ
นอกจากนี้ หน้าที่ของธนาคารกลางบางประเทศยังอาจมีหน้าที่แตกต่างและเจาะจงอย่างชัดเจนบางประการ อย่างเช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Federal Reserve System ที่ระบุหน้าที่ครอบคลุมไปถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่ส่งเสริมการจ้างงานสูงสุดและราคาที่มั่นคงอย่างชัดเจน ทั้งนี้ หน้าที่ของธนาคารกลางที่ชัดเจนในแต่ละประเทศจะถูกระบุเอาไว้ในกฎหมายเกี่ยวกับธนาคารกลาง อย่างเช่นพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุหน้าที่ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand) ที่เป็นธนาคารกลางของประเทศไทย
เหตุผลที่ทำให้ความเห็นของธนาคารกลางได้รับความสนใจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น นักลงทุน ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ภาครัฐบาล ทั้งในและต่างประเทศ เป็นเพราะธนาคารกลางคือผู้ที่กำหนดนโยบายการเงินและมาตรการต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจโดยตรง
ฉะนั้น มุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนสิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงินต้องการในแต่ละช่วงเวลาจากข้อมูลที่ธนาคารกลางมี โดยที่เป้าหมายเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดนโยบายในอนาคตในทิศทางดังกล่าว
กล่าวคือ ความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงินเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคาดการณ์แนวโน้มของนโยบายการเงินในอนาคต ซึ่งช่วยให้พวกเขาสามารถประเมินสถานการณ์และวางแผนการเงินในอนาคตได้จากข้อมูลที่ประกาศออกมาผ่านแถลงข่าวและการเผยแพร่รายงาน
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเองก็นับว่าเป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่าธนาคารกลางต้องการดำเนินนโยบายการเงินโดยมีเป้าหมายแบบใด
แม้ว่าธนาคารกลางจะทำหน้าที่ดูแลระบบการเงินภายในประเทศของตนเองเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติการดำเนินนโยบายการเงินและมาตรการต่าง ๆ ของธนาคารกลางในประเทศหนึ่งสามารถส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจของประเทศอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวข้อง อย่างเช่น พฤติกรรม Search for Yield ที่ทำให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินลงทุนไปหาประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่า และการใช้กลยุทธ์ Carry Trade กู้เงินสกุลที่มีดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปลงทุน
โดยทั่วไปธนาคารกลางที่ดำเนินนโยบายการเงินและสามารถส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศอื่นได้มักจะเป็นธนาคารกลางของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และเกี่ยวโยงกับประเทศที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งธนาคารกลางที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลกเป็นลำดับต้น ๆ ได้แก่
ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ Federal Reserve System (Fed) ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและมีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในหลายประเทศ อีกทั้งเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังเป็นเงินสกุลที่หมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจโลกมากที่สุด
ธนาคารกลางจีน หรือ People’s Bank of China (PBoC) ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นลำดับที่ 2 และมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในเวทีเศรษฐกิจโลกนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา อีกทั้งยังเป็นประเทศเจ้าหนี้ลำดับต้น ๆ
ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ Bank of Japan (BoJ) ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นลำดับ 3 ที่มักมีการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกับหลายประเทศที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ ด้วยเงื่อนไขเฉพาะตัวของประเทศญี่ปุ่น
ธนาคารกลางเยอรมัน หรือ Deutsche Bundesbank เป็นหนึ่งใน 5 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เสมอมา อีกทั้งเศรษฐกิจเยอรมันยังเป็นเสาหลักของกลุ่มยูโรโซน
ธนาคารกลางยุโรป หรือ European Central Bank (ECB) ที่เป็นธนาคารกลางของประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่มีสมาชิกทั้งหมด 27 ประเทศ
ธนาคารกลางอังกฤษ หรือ Bank of England (BoE) หนึ่งในธนาคารกลางที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นธนาคารกลางที่มีบทบาทมากที่สุดแห่งหนึ่งจากขนาดเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรและเงินสกุลปอนด์สเตอร์ลิง
ธนาคารกลางออสเตรเลีย หรือ Reserve Bank of Australia (RBA) เนื่องจากเงินดอลลาร์ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในเงินสกุลหลักของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้ในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิด
แม้คำว่า “ธนาคารกลาง” หรือ “Central Bank” จะเป็นคำที่เข้าใจตรงกันว่าเป็นหน่วยงานที่ดูแลระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในทางปฏิบัติไม่มีคำศัพท์ที่เป็นสากลในการใช้เรียก “ธนาคารกลาง” ทำให้ชื่อของธนาคารกลางแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งสามารถจำแนกได้ 6 กลุ่ม คือ
Bank of … เป็นการเรียกตามชื่อเมืองหรือประเทศ เช่น Bank of Thailand และ Bank of Japan
National Bank เช่น Swiss National Bank
Reserve Bank เช่น Federal Reserve System และ Reserve Bank of Australia
State Bank เช่น State Bank of Vietnam
Central Bank เช่น European Central Bank และ Central Bank of the Republic of China (ของไต้หวัน)
Monetary Authority เช่น Monetary Authority of Singapore และ Hong Kong Monetary Authority
ซึ่งหน่วยงานที่มีชื่อในลักษณะนี้จะทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของประเทศนั้น ๆ
ธนาคารกลางของประเทศไทย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ Bank of Thailand (BoT) และมักถูกเรียกแบบสั้น ๆ ว่า “แบงก์ชาติ” โดยถูกเปลี่ยนจากสำนักงานธนาคารชาติไทยเป็นธนาคารกลางเมื่อ 10 ธันวาคม 2485 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485
โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ที่ถูกระบุเอาไว้ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจการเงิน ดังนี้
การออกและจัดการธนบัตรของรัฐบาลและบัตรธนาคาร
การกําหนดและดําเนินนโยบายการเงิน
การบริหารจัดการสินทรัพย์ของ ธปท.
การเป็นนายธนาคารและนายทะเบียนหลักทรัพย์ของรัฐบาล
การเป็นนายธนาคารของสถาบันการเงิน
การจัดตั้งหรือสนับสนุนการจัดตั้งระบบการชําระเงิน
การกํากับและตรวจสอบสถาบันการเงิน
การบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตรา รวมทั้งการบริหารจัดการสินทรัพย๋ในทุนสํารองเงินตรา ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยเงินตรา
การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
การปฏิบัติการตามที่กฎหมายอื่นกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ ธปท.
การกระทําการอย่างอื่นที่เกี่ยวกับหรือเกี่ยวเนื่องในการจัดการให้สําเร็จตามวัตถุประสงค์ของ ธปท.
การตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงินต่าง ๆ จะตัดสินใจโดย “คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)” หรือภาษาอังกฤษคือ “Monetary Policy Committee (MPC)” ซึ่งจะมีการประชุมหารือเพื่อประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเงินและร่วมกันพิจารณากำหนดนโยบายการเงินปีละ 6 ครั้ง โดยประกาศตารางการประชุมล่วงหน้าในแต่ละปี (และอาจมีการประชุมนัดพิเศษเพิ่มเติมหากจำเป็น) - กำหนดการประชุม กนง.



