Brand Awareness คืออะไร? ทำไมแบรนด์ยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อการมองเห็น
Kris Piroj
Editor
Published
Kris Piroj
Editor
Published

ทำความเข้าใจกับ Brand Awareness หรือ การรับรู้แบรนด์ มาดูกันว่าทำไมแบรนด์ต้องการถูกรับรู้ อะไรเป็นเป้าหมายสูงสุด อะไรทำให้แบรนด์ยอมจ่ายเพียงเพื่อแค่ถูกมองเห็น และวิธีสร้าง Brand Awareness
Brand Awareness คือ การรับรู้แบรนด์ เป็นระดับความคุ้นเคยที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ สินค้า หรือบริการ ซึ่งเกิดจากการที่ลูกค้าเคยได้ยินชื่อ การจดจำโลโก้ สีสัน โทนการสื่อสาร ภาพลักษณ์ และเข้าใจถึงจุดยืนหรือคุณค่าที่แบรนด์นำเสนอ
หรืออธิบายให้ง่ายกว่านั้นก็คือ การที่ผู้บริโภค “รู้จัก” และ “จดจำ” แบรนด์ได้นั่นเอง
การวัดความสำเร็จของการสร้าง Brand Awareness จึงสามารถวัดได้จาก 4 ระดับของ Brand Awareness ได้แก่
โดย Brand Recall และ Brand Dominance คือเป้าหมายของแบรนด์ในการลงทุนสร้าง Brand Awareness ของแบรนด์ส่วนใหญ่ เพราะแบรนด์ต้องการให้ผู้บริโภคสามารถจดจำแบรนด์ได้ เพื่อให้แบรนด์กลายเป็นตัวเลือกในใจเมื่อผู้บริโภคต้องการสินค้าหรือบริการเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง
เพราะบางครั้งสินค้าที่ขายไม่ได้ ปัญหาอาจไม่ใช่สินค้าไม่ได้รับความสนใจ ในความเป็นจริงลูกค้าอาจจะสนใจแล้ว แต่เมื่อถึงทางแยกที่ต้องเลือกว่าสุดท้ายจะซื้อจากแบรนด์ใด ลูกค้าเพียงแค่ไม่เลือกแบรนด์ที่พวกเขาไม่รู้สึกคุ้นเคยในท้ายที่สุด
ความสำคัญของ Brand Awareness คือ การที่แบรนด์ถูกจดจำและรับรู้ว่ามีตัวตนอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าจดจำได้ว่าแบรนด์ชื่ออะไร คือใคร ทำอะไร และนำเสนออะไร เพื่อที่แบรนด์จะได้เข้าไปอยู่ในตัวเลือกเมื่อลูกค้ามองหาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งเป็นด่านแรกในกระบวนการซื้อสินค้าของลูกค้า (Customer Journey)
ความสำเร็จในการสร้าง Brand Awareness จึงยึดโยงอยู่กับ Brand Recall และ Brand Dominance ตามที่ได้อธิบายในตอนต้น
เราจึงมักจะได้เห็นแบรนด์ระดับโลกมากมายจ่ายเงินโฆษณาให้แบรนด์ถูกมองเห็นบนช่องทางต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ และ/หรือ มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของแบรนด์ เช่น การสนับสนุนงานอีเวนต์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ การสนับสนุนอุปกรณ์ให้นักกีฬา และการที่แบรนด์มากกว่า 300 แบรนด์สนับสนุนทีมแข่ง Formula 1 ซึ่งเป็นกีฬาที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

และด้วยการที่การสร้าง Brand Awareness มีเป้าหมายในการสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้เป็นไปตามที่แบรนด์ต้องการ เราจึงมักจะเห็นแบรนด์ใช้วิธีการเดิม ๆ หรือวิธีการในลักษณะเดียวกันในการสร้าง Brand Awareness ซ้ำ ๆ ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างความต่อเนื่องของภาพลักษณ์ เพื่อช่วยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสายตาผู้บริโภคดูจริงยิ่งขึ้นผ่านความคุ้นเคย อย่างเช่น Red Bull แบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังที่ลงทุนในการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้านความ Extreme ถึงขั้นสร้างทีมแข่ง Formula 1 ขึ้นมาแบบจริงจัง (ถึง 2 ทีม) และกิจกรรมด้านกีฬาผาดโผนอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน
การสร้าง Brand Awareness เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมาตามชื่อ “การสร้างการรับรู้แบรนด์” ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีใดก็ได้ที่สามารถทำให้แบรนด์ถูกรับรู้ว่าแบรนด์เป็นใคร ทำอะไร และแบรนด์ถูกจดจำได้ ตัวอย่างเช่น

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น เพราะวิธีสร้าง Brand Awareness ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว และตัวอย่างข้างต้นเป็นเพียงวิธีที่แบรนด์นิยมใช้ในการสร้าง Brand Awareness ซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีวิธีอื่น ๆ ตลอดจนสามารถใช้หลายวิธีบูรณาการร่วมกันได้
และโดยทั่วไปแบรนด์มักมีวิธีสร้าง Brand Awareness ที่แตกต่างกันตามลักษณะของการแข่งขันภายในอุตสาหกรรม ตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ เป้าหมายบางอย่างของแบรนด์ กลุ่มเป้าหมาย และพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์
ตัวอย่างเช่น แบรนด์เฉพาะทางบางแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายแบบ B2B ที่เข้ามาสนับสนุนทีมแข่ง F1 ไม่ได้ต้องการการมองเห็นของผู้ชมหลายร้อยล้านคนทั่วโลก แต่อาจจะต้องการเพียงแค่การตอกย้ำภาพลักษณ์และฐานะให้กับกลุ่มลูกค้าธุรกิจของพวกเขาเห็น หรือแม้กระทั่งใช้เป็นบัตรผ่านในการเข้าไปหา Connection ให้กับธุรกิจของพวกเขา
Brand Awareness หรือ การรับรู้แบรนด์ เป็นการวัดสิ่งที่อยู่ในใจ ทำให้การวัด Brand Awareness วัดอย่างตรงไปตรงมาได้ยาก มีเพียงการถามจากผู้บริโภคโดยตรง กระบวนการวิจัยกลุ่มตัวอย่าง และการติดตามข้อมูลพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเท่านั้นที่ช่วยวัด Brand Awareness ที่เกิดขึ้นได้
แต่ในทางปฏิบัติการสอบถามผู้บริโภคและการติดตามข้อมูลทำได้ยากและมีข้อจำกัดมากมาย ทำให้การวัด Brand Awareness จากปัจจัยแวดล้อมหลายด้านประกอบกัน โดยพิจารณาจากหลายทำได้จากวัดจากปลายทางที่แบรนด์ปรากฏว่ากลายเป็นตัวเลือกแล้ว ได้แก่
และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของการวัดผลในการสร้าง Brand Awareness ซึ่งจะเห็นว่าในทางกลับกัน หากไม่ใช่ช่องทางออนไลน์ค่อนข้างเป็นเรื่องยากที่จะวัด Brand Awareness ออกมาให้ชัดเจน เว้นแต่ว่าแบรนด์จะประสบความสำเร็จจนกลายเป็น Brand Dominance อย่างเช่น Coca-Cola ที่สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
เมื่อพูดถึง Brand Awareness มีหลุมพรางขนาดใหญ่ที่หลายบริษัทมักตกลงไป นั่นคือการทำแคมเปญที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) แต่กลับคาดหวังผลลัพธ์และใช้ดัชนีชี้วัดเป็น Engagement หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นคือการบีบคั้นเอา “ยอดขาย” ทันที
ลองจินตนาการถึงแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวโปรดักส์หรือเว็บไซต์ใหม่ การทำแคมเปญ Awareness มีจุดประสงค์เพื่อกระจายเสียงให้กลุ่มเป้าหมาย “จำชื่อและคุ้นตา” แต่ถ้าผู้บริหารนำงบประมาณส่วนนี้ไปตั้งคำถามว่า “โฆษณาตัวนี้สร้างคอนเวอร์ชัน (Conversion) หรือปิดการขายได้กี่ออเดอร์ในสัปดาห์แรก?” เมื่อยอดขายไม่เกิด แคมเปญนั้นก็จะถูกตัดสินว่าล้มเหลวและถูกตัดงบทิ้งทันที
แม้ว่าแนวคิดนี้จะฟังดูขัดกับสามัญสำนึก (Common Sense) อย่างรุนแรง เพราะในความเป็นจริง เราไม่สามารถคาดหวังให้คนแปลกหน้าที่เพิ่งเคยตกเป็นกลุ่มเป้าหมายโฆษณาครั้งแรก ตัดสินใจควักเงินซื้อสินค้าได้ทันที แต่เชื่อหรือไม่ว่า หลายบริษัทและคนทำงานจำนวนมากกลับยังคงยึดติดกับแนวคิดแบบนี้ พวกเขาลงทุนเพื่อกระจายเสียงให้คนรู้จัก แต่พอถึงเวลาประเมินผลกลับเอายอดขายมาเป็นตัวตัดสินความสำเร็จ
ความย้อนแย้งในการตั้งเป้าอย่างหนึ่ง แต่วัดผลอีกอย่างหนึ่งนี้เอง คือสาเหตุสำคัญที่อธิบายว่า ทำไมแบรนด์บางแบรนด์ ไม่ว่าจะกระเสือกกระสนทุ่มงบประมาณและพยายามมากแค่ไหน สุดท้ายก็ยังคงติดหล่ม และเป็นได้เพียง “แบรนด์ที่ไม่มีใครรู้จัก” อยู่ดี เพราะพวกเขาทำลายรากฐานการสร้างการจดจำของตัวเองทิ้งกลางคัน เพียงเพราะมันยังไม่เปลี่ยนเป็นตัวเงินในพริบตา



