Google ออกคู่มือการทำ AI SEO อย่างเป็นทางการ สำหรับ SEO ในยุค Generative AI
Kris Piroj
Editor
Published
Kris Piroj
Editor
Published

Google ออกเอกสารแนวทางสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการทำให้เว็บไซต์มีโอกาสปรากฏในฟีเจอร์ Generative AI บน Google Search เช่น AI Overviews และ AI Mode ซึ่งสาระสำคัญของเอกสารนี้คือการที่ Google ออกมายืนยันว่า “การทำ AI SEO ไม่ได้แยกขาดจาก SEO แบบเดิม” แต่ยังยึดอยู่กับพื้นฐานเดิมของ Google Search ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพเนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ การ Crawl, Index และประสบการณ์ของผู้ใช้
ในบทความนี้ feriors จะพาคุณไปสรุปแนวทางการทำ AI SEO ในยุค Generative AI จากเอกสาร Optimizing your website for generative AI features on Google Search
คำตอบของ Google คือ SEO ยังสำคัญอยู่ เพราะฟีเจอร์ Generative AI ใน Google Search ยังทำงานอยู่บนพื้นฐานของระบบ Ranking และ Quality systems หลักของ Google Search เหมือนเดิม
Google อธิบายว่าระบบ AI ใช้เทคนิคอย่าง Retrieval-Augmented Generation หรือ RAG ซึ่งเป็นการดึงข้อมูลจากหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องและสดใหม่จาก Search index มาช่วยสร้างคำตอบ รวมถึงใช้ Query Fan-out หรือการแตกคำค้นหาออกเป็นคำถามย่อย ๆ หลายแบบ เพื่อทำความเข้าใจเจตนาของผู้ใช้และนำคำตอบที่ได้รับมารวมกันเพื่อเป็นคำตอบให้กับผู้ใช้
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าเว็บไซต์ยังไม่ถูก crawl, index หรือไม่มีคุณภาพพอในระบบ Google Search ปกติ โอกาสที่จะถูกนำไปใช้ใน AI Overviews หรือ AI Mode ก็ย่อมน้อยลงตามไปด้วย
ในช่วงหลังมีคำว่า AEO หรือ Answer Engine Optimization และ GEO หรือ Generative Engine Optimization ถูกพูดถึงมากขึ้น แต่ Google ระบุชัดว่า ในมุมของ Google Search การ Optimize สำหรับ Generative AI Search ก็คือการ Optimize สำหรับ Search Experience โดยรวม ซึ่งยังถือเป็นส่วนหนึ่งของ SEO อยู่ดี
ดังนั้น แทนที่จะมองว่าการทำ AI SEO เป็นศาสตร์ใหม่ที่ต้องเริ่มจากศูนย์ เจ้าของเว็บควรมองว่าเป็นการทำ SEO ให้ดีขึ้นในบริบทที่ Google Search มีฟีเจอร์ AI เพิ่มเข้ามา
Google ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีคุณค่า มีเอกลักษณ์ และมีประโยชน์จริงกับผู้อ่าน โดยเฉพาะเนื้อหาที่มีคุณค่าและหาไม่ได้จากที่อื่น
ตัวอย่างที่ Google ยกคือ บทความแนว “7 เคล็ดลับสำหรับผู้ซื้อบ้านครั้งแรก” อาจเป็น Commodity Content เพราะเป็นข้อมูลทั่วไปที่ใครก็เขียนได้ แต่บทความอย่าง “ทำไมเราถึงยอมไม่ตรวจบ้านก่อนซื้อ และประหยัดเงินได้อย่างไร: เจาะลึกเคสท่อระบายน้ำ” เป็นเนื้อหาที่มีประสบการณ์จริง มีมุมมองเฉพาะ และให้ข้อมูลที่หาไม่ได้ง่ายจากบทความทั่วไป
สิ่งที่ Google แนะนำคือ
กล่าวให้ตรงที่สุดคือ ในยุค AI Search เว็บไซต์ที่มีโอกาสเด่นขึ้นไม่ใช่เว็บที่ผลิตบทความจำนวนมากที่สุด แต่เป็นเว็บที่มีข้อมูลจริง ประสบการณ์จริง และมุมมองที่แตกต่างจากเนื้อหาทั่วไป
หนึ่งในประเด็นที่สำคัญมากคือ Google เตือนว่าไม่ควรสร้างหน้าแยกจำนวนมากเพื่อดักทุก Variation ของคำค้นหา หรือทุกคำถามที่อาจเกิดจาก Query Fan-out หากทำไปเพื่อการ Manipulate อันดับบนผลการค้นหาหรือการตอบของ AI อาจเข้าข่ายละเมิดนโยบาย Scaled Content Abuse ของ Google
นั่นหมายความว่า การทำ AI SEO จึงควรหลีกเลี่ยงการสร้างบทความแยกสำหรับ Long-tail Keyword ทุกคำ หรือแตก Topic ออกเป็นหน้าเล็ก ๆ จำนวนมากแบบไม่มีคุณค่าจริง เพราะ Google บอกชัดว่า ระบบของ Google เข้าใจความหมาย ความเกี่ยวข้อง และบริบทของหน้าเว็บได้ดีขึ้น แม้คำค้นหากับเนื้อหาบนหน้าเว็บจะไม่ได้ใช้คำตรงกันทุกคำก็ตาม
ดังนั้น กลยุทธ์ที่ดีกว่าคือทำหน้าเนื้อหาที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริง ครอบคลุมอย่างมีคุณภาพ และมีโครงสร้างที่อ่านเข้าใจง่าย
ถึงแม้จะพูดถึง Generative AI แต่ Google ย้ำว่า วิธีที่ Google ค้นพบและประมวลผลหน้าเว็บยังเป็นหัวใจสำคัญเหมือนเดิม เว็บไซต์ต้องพร้อมให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูลและแสดงผลได้
โดยประเด็น Technical SEO ที่ Google แนะนำว่าควรให้ความสำคัญ ได้แก่
กล่าวคือ Technical SEO ไม่ได้หายไปในยุค AI SEO แต่กลับยิ่งสำคัญ เพราะถ้า Google เข้าถึงและเข้าใจหน้าเว็บไม่ได้ ระบบ AI ของ Google ก็ไม่สามารถนำข้อมูลนั้นไปใช้ได้ดีเช่นกัน
สำหรับเว็บไซต์ e-commerce หรือธุรกิจท้องถิ่น Google แนะนำให้ใช้เครื่องมืออย่าง Merchant Center และ Google Business Profile เพื่อช่วยให้ข้อมูลสินค้า บริการ และรายละเอียดธุรกิจมีโอกาสถูกแสดงใน Google Search รวมถึงฟีเจอร์ AI ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและธุรกิจท้องถิ่น
สำหรับ e-commerce ข้อมูลสินค้า ฟีดสินค้า ราคา ความพร้อมของสินค้า และรายละเอียดที่ถูกต้องจึงยังมีความสำคัญมาก ส่วนธุรกิจ local ก็ควรดูแลข้อมูลใน Business Profile ให้ครบและอัปเดตอยู่เสมอ
ในส่วนนี้ Google ระบุหลายเรื่องที่มักถูกพูดถึง แต่ไม่จำเป็นสำหรับการปรากฏใน Generative AI Search ของ Google ซึ่งได้แก่
Google ยังพูดถึง AI Agents ที่สามารถทำงานแทนผู้ใช้ได้ อย่างเช่นการจองร้านอาหาร เปรียบเทียบสินค้า หรือเข้าเว็บไซต์เพื่อดึงข้อมูล โดย Agent เหล่านี้อาจดูหน้าเว็บจาก Screenshot, DOM structure หรือ Accessibility Tree
สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ควรเริ่มศึกษาแนวทางทำเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Agent มากขึ้น เช่น ทำให้หน้าเว็บใช้งานง่าย อ่านเข้าใจง่าย และมีโครงสร้างที่ Agent สามารถตีความได้ดี
จะเห็นว่าจากเอกสารนี้ เราสามารถสรุปได้ว่า Google ไม่ได้แนะนำให้ทำ AI SEO ด้วยเทคนิคแปลกใหม่หรือเทคนิคเฉพาะทาง แต่ให้กลับมาโฟกัสสิ่งที่เป็นแก่นของ SEO ที่ดีอยู่แล้ว โดยเราสามารถสรุปได้เป็น 6 ข้อแบบเข้าใจง่าย ๆ ได้แก่
อธิบายให้ง่ายกว่านั้น การทำ AI SEO ในมุมของ Google ไม่ใช่การ Optimize เพื่อหลอก AI แต่เป็นการทำเว็บไซต์ให้มีประโยชน์ น่าเชื่อถือ อ่านง่าย เข้าถึงง่าย เขียนเนื้อหาที่ตอบโจทย์และมีประโยชน์กับ “มนุษย์” ที่สุด ซึ่งถ้าหากว่าคุณทำเว็บแล้วคนอ่านรู้สึกพึงพอใจและได้คำตอบที่ตามหา ระบบ AI ของ Google ก็จะดึงเนื้อหาของคุณไปเสิร์ฟให้ผู้คนเองอยู่แล้ว
ข้อมูลอ้างอิงจาก Optimizing your website for generative AI features on Google Search (บนเว็บไซต์ Google Search Central)



