ทำไมแบรนด์โฆษณาด้วยการสนับสนุนทีม F1 🤔 แบรนด์เหล่านี้ทำธุรกิจอะไร
Kris Piroj
Editor
Published
Modified
นอกจากรูปร่างหน้าตาของรถ Formula 1 ที่เป็นรถแข่งล้อเปิด มีปีกหน้า ปีกหลัง และ Roll Hoop ด้านหลังนักขับเหมือนกับ Emoji นี้ 🏎️ อีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำของผู้คนทั่วไปเมื่อนึกถึงรถ Formula 1 ก็คือลายบนตัวรถ Formula 1 ซึ่งเป็นโลโก้ของผู้สนับสนุนของแต่ละทีมแข่ง F1
ในบทความนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมหลายแบรนด์เลือกที่จะโฆษณาแบรนด์บนรถแข่ง F1 ทั้งแบรนด์ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับวงการยานยนต์โดยตรงและแบรนด์ที่ไม่น่าจะเกี่ยว และมาดูกันว่าแบรนด์เหล่านี้ทำธุรกิจอะไรถึงเลือกโฆษณาด้วยการสนับสนุนทีมแข่ง F1 ทั้ง 10 ทีม
เราจะเห็นว่าเหตุผลที่แบรนด์โฆษณาด้วยการสนับสนุนทีม F1 ซึ่งทำให้แบรนด์มีโลโก้ติดอยู่บนรถแข่ง F1 คือสิ่งที่ทำให้แบรนด์ได้รับประโยชน์ทั้งหมดที่กล่าวมาทั้ง Brand Awareness และการโน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายให้มองแบรนด์ในมุมมองที่แบรนด์ต้องการ ซึ่งนำไปสู่ประโยชน์ใน 3 กรณีนี้
การสร้างการรับรู้แบรนด์
การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์
สร้างความน่าเชื่อถือ
และการโฆษณาในลักษณะนี้นับว่าเป็น Paid Media ที่แบรนด์ได้มาด้วยการจ่ายเงิน และอาจรวมถึงความร่วมมือทางเทคนิค เพื่อให้ได้พื้นที่โฆษณาในสุดสัปดาห์ที่มีการแข่งขัน Formula 1
ทำไมแบรนด์โฆษณาด้วยการสนับสนุนทีม F1
ปัจจุบันมีแบรนด์ที่เลือกโฆษณาด้วยการสนับสนุนทีม F1 มากกว่า 300 แบรนด์ในปี 2025 และถ้าหากเทียบจาก 100 แบรนด์ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ปี 2024 ที่จัดทำขึ้นโดย Interbrand เราจะพบว่ามีแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับ Formula 1 มากกว่า 30 แบรนด์ในปัจจุบัน และถ้าหากเรารวมแบรนด์ในเครือและแบรนด์ที่เคยสนับสนุนทีม Formula 1 แต่ปัจจุบันไม่ได้สนับสนุนแล้วจำนวนจะเพิ่มไปมากกว่า 50 จาก 100 แบรนด์ดังกล่าว
นอกจากนั้น ถ้าหากอ้างอิงจากสื่อด้าน Motorsport ในต่างประเทศที่ได้มีการเปิดเผยอย่างไม่เป็นทางการ ว่ามูลค่าการสนับสนุนต่อปีสูงสุดในปัจจุบันอยู่ที่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับ HP ที่เป็น Title Partner ของ Scuderia Ferrari และ Oracle ที่เข้ามาเป็น Title Partner ของ Red Bull Racing
Formula 1 หรือ F1 เป็นการแข่งขันที่ถือเป็นจุดสูงสุดของวงการมอเตอร์สปอร์ต จากทั้งในแง่ประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีด้านความเร็วที่ล้ำสมัยที่สุดในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยปัจจุบันการแข่งขัน Formula 1 ในแต่ละฤดูกาลจะจัดขึ้นใน 24 สนามทั่วโลก (ไม่รวม Pre-Season Testing) ซึ่งปี 2024 ที่ผ่านมาจำนวนผู้เข้าชมที่ซื้อบัตรเพื่อเข้าชมที่สนามเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 270,000 คนต่อสนาม และจำนวนผู้เข้าชมตลอดฤดูกาล 2024 อยู่ที่ 6.5 ล้านคน ขณะที่สนามที่มีผู้เข้าชมที่สนามมากที่สุดคือ British Grand Prix มีผู้เข้าชม 480,000 คน และ Australian Grand Prix มีผู้เข้าชม 450,000 คน ส่วน Singapore Grand Prix สนามที่ใกล้บ้านเราที่สุดมีผู้เข้าชมที่สนาม 269,000 คนในปีที่ผ่านมา
ในด้านของผู้ชมจากทางบ้าน ล่าสุดมีการเปิดเผยสถิติผู้ชมจากทางฝั่งสหรัฐอเมริกา โดย ESPN ระบุว่าในปี 2024 มีผู้ชมเฉลี่ย 1.13 ล้านคนต่อการแข่งขัน และสนามที่มีผู้ชมมากที่สุดคือ Miami Grand Prix มีผู้ชม 3.1 ล้านคน (ทั้งนี้ Formula 1 ในสหรัฐฯ ได้รับความนิยมไม่เท่ากับฝั่งยุโรป และผู้ชมทางบ้านได้รับผลกระทบด้านเวลาค่อนข้างมาก)
ดังนั้นแล้ว สิ่งแรกที่แบรนด์จะได้รับจากการมี Logo อยู่บนส่วนต่าง ๆ ของรถแข่ง F1 ที่แบรนด์เข้าไป Sponsor ไม่ว่าแบรนด์จะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน ก็คือการสร้าง Brand Awareness ผ่านการเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกทั้งในและนอกสนามมากกว่า 1 พันล้านครั้งตลอดฤดูกาลตลอดการแข่งขัน Formula 1 (อ้างอิงจากสถิติที่ Formula 1 เปิดเผยเองในปี 2021 ซึ่งในปีดังกล่าวมีจำนวนการแข่งขันต่อปีน้อยกว่าปัจจุบัน)
โดยแบรนด์ที่สนับสนุนทีม F1 โดยมีเป้าหมายในลักษณะนี้มักจะเป็นแบรนด์ที่เป็นแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงคนทั่วโลก (ซึ่งมักจะเป็นแบรนด์สินค้าที่จับตลาด Mass Market อย่างสินค้า FMCG) และแบรนด์ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกำลังซื้อสูงที่มีความสนใจในเทคโนโลยี (ซึ่งมักจะเป็นแบรนด์สินค้าและบริการ Luxury)
การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์
การเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ตรงกับ Positioning ของแบรนด์เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับแบรนด์ ซึ่งในการสปอนเซอร์ทีมแข่ง F1 เองก็ได้รับประโยชน์ในด้านนี้เช่นกัน
หากอ้างอิงจากที่ Toto Wolff, Team Principal และ CEO ของทีม Mercedes-AMG Petronas เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ CNBC ว่าปัจจุบันการสปอนเซอร์ทีมแข่ง Formula 1 ทีมแข่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงด้านการเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความร่วมมือทางเทคนิคที่จำเป็นกับการแข่งขัน ด้วยเหตุนี้เราจึงมักเห็นหลายทีมจะมี Sponsors หรือ Partners เป็นแบรนด์ที่ทำธุรกิจเหมือน ๆ กันในส่วนงานที่จำเป็นต่อการแข่งขัน ซึ่งแบ่งคร่าว ๆ ได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
แบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับรถแข่ง F1 โดยตรง เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์, อุตสาหกรรม 3D Printing, การ CNC, อุปกรณ์ช่าง, และน้ำมัน
ซึ่งความร่วมมือในลักษณะนี้นอกจากแบรนด์ที่สนับสนุนทีม F1 จะได้ Brand Awareness ยังช่วยให้แบรนด์เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของทีม ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านคุณภาพของสินค้าหรือบริการในสายตาของผู้โภคโดยตรง เพราะ Formula 1 คือกีฬาที่มีภาพลักษณ์ด้านความล้ำหน้าทางเทคนิคโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
อย่างเช่น น้ำมันเครื่อง Shell ที่อยู่คู่กับ Scuderia Ferrari มาอย่างยาวนาน และ Red Bull ที่สร้างทีมแข่ง F1 เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ด้านกีฬา Extreme ให้ดูจริงจังยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งแบรนด์รถยนต์ที่เข้าร่วมการแข่งขัน F1 เพื่อแสดงศักยภาพของแบรนด์ตนเองผ่านการแข่งขันอย่างตรงไปตรงมา
สร้างความน่าเชื่อถือ
ในกรณีนี้จะคล้ายกับเป้าหมายก่อนหน้า แต่แบรนด์ที่สนับสนุนทีม F1 และการแข่งขันโดยตรงจะมีเป้าหมายในการมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ระหว่างแบรนด์กับความเป็นเลิศของทีมหรือความเป็นที่สุดของกีฬา F1 เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้มีความร่วมมือทางเทคนิค โดยทั่วไปแบรนด์เหล่านี้มักจะเป็นแบรนด์ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและเสริม Positioning เกี่ยวกับความ Luxury หรือความเป็นที่สุดของแบรนด์เพื่อสร้างความโดดเด่นหรือเพื่ออยู่ในระดับเดียวกันท่ามกลางคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งมักจะเป็นแบรนด์เหล่านี้
Scuderia Ferrari ทีมที่เก่าแก่ที่สุดของ Formula 1 และประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Formula 1 โดยเป็นแชมป์ประเภททีม (Constructors’ Championships) มากถึง 16 ครั้ง และสร้างแชมป์ประเภทนักขับ (Drivers’ Championships) ซึ่งรวมไปถึงหนึ่งในนักขับที่แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ติดตามการแข่งขัน Formula 1 ยังอาจเคยได้ยินชื่ออย่าง Michael Schumacher ที่คว้าแชมป์กับ Scuderia Ferrari ไปมากถึง 5 ครั้ง (จากที่เขาเป็นแชมป์ทั้งหมด 7 ครั้ง)
ความสำเร็จอันล้นหลามของ Scuderia Ferrari จึงทำให้ทีมเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการแข่งขัน Formula 1 และถูกตีมูลค่าเป็นทีมที่มีมูลค่ามากที่สุดในการแข่งขัน Formula 1 โดย ณ เริ่มต้นปี 2025 ทีม Scuderia Ferrari HP มี Partners ทั้งหมด 49 แบรนด์ ซึ่งมีจำนวน Partners มากเป็นอันดับ 2 รองจากอันดับ 1 เล็กน้อย โดยนอกเหนือจาก HP ที่เป็น Title Partner ทีมยังได้มีการแบ่งสปอนเซอร์ของทีมเป็นอีก 4 กลุ่ม ได้แก่ Premium Partner, Team Partner, Official Partner, และ Technical Partner
HP (Title Partner) แบรนด์คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ และเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยตั้งแต่กลางฤดูกาล 2024 เป็นต้นมา HP ได้เข้ามาเป็น Title Partner ของ Scuderia Ferrrari และให้ความร่วมมือด้วยการสนับสนุนด้วยผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีการประชุมทางไกลให้กับทีมทั้งในและนอกสนาม
Ferrari SF-25
แบรนด์ที่เป็น Premium Partners ของ Scuderia Ferrari
ZCG บริษัทด้านการลงทุนและบริหารสินทรัพย์ โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของ ZCG คือ Pension Funds, Fund of Funds, Family Offices, และบริษัทประกันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป
แบรนด์ที่เป็น Official Partners ของ Scuderia Ferrari
Philip Morris International บริษัทยาสูบสัญชาติอเมริกันที่ผลิตและจัดจำหน่ายไปยัง 180 ประเทศทั่วโลก ปัจจุบัน PMI พยายามหันไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลอดควันโดยมียอดขายผลิตภัณฑ์ปลอดควันประมาณ 30%
Vantage*** โบรกเกอร์ CFD
Bang & Olufsen แบรนด์เครื่องเสียง Luxury จากเดนมาร์ก
Snapdragon แพลตฟอร์ม System on a Chip (SoC) ที่พัฒนาโดยบริษัท Qualcomm ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น รถยนต์ และอุปกรณ์ IoT (Internet of Things)
Aston Martin Aramco เป็นทีมของแบรนด์ Supercar สัญชาติอังกฤษที่ปัจจุบัน Lawrence Stroll เป็นเจ้าของ จากการเข้าซื้อกิจการ Aston Martin ที่กำลังประสบปัญหาในปี 2020 ซึ่งการที่ Lawrence Stroll ได้บริษัท Aston Martin มาครอบครอง เขาได้เปลี่ยนชื่อ Racing Point F1 Team (ที่มีอยู่แล้ว จากการซื้อกิจการทีม Force India ที่ประสบปัญหาในปี 2018) เป็น Aston Martin F1 Team เพื่อการแข่งขันในปี 2021 ในทันทีเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ Aston Martin และทำตามเป้าหมายในการผลักดันลูกชายของเขา Lance Stroll พร้อมกับสร้างทีมที่พร้อมจะชิงแชมป์โลกประเภททีมภายในปี 2026
จากเป้าหมายดังกล่าว Lawrence Stroll เองก็ได้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นให้เห็นอย่างต่อเนื่อง จากทั้งการสรรหา Partners ที่จำเป็น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงอุโมงค์ลมที่จำเป็นต่อการพัฒนารถ Formula 1 ตลอดจนการสรรหาบุคลากรสำคัญที่มีผลงานมาร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็น Fernando Alonso อดีตแชมป์โลกประเภทนักขับ 2 สมัย, Dan Fallows และ Adrian Newey ที่เป็นส่วนหนึ่งของการพา Red Bull Racing เป็นแชมป์โลกในปัจจุบัน และในปัจจุบัน Aston Martin F1 มี Partners ทั้งหมด 30 แบรนด์ และมี Saudi Aramco บริษัทที่ร่ำรวยที่สุดของโลกเป็น Title Partner และ Ma’aden เป็น Principal Partner
Saudi Aramco (Title Partner) เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศซาอุดิอารเบีย และเป็นบริษัทที่รวยที่สุดในโลกที่แท้จริง โดย Saudi Aramco ได้เข้ามาเป็น Title Partner ของ Aston Martin F1 ตั้งแต่ปี 2024 หลังจากที่กองทุน Public Investment Fund (PIF) เข้ามาลงทุน ซึ่งถือหุ้น Aston Martin Lagonda มากเป็นอันดับ 2 รองจาก Lawrence Stroll โดยการลงทุนใน Aston Martin และ Aston Martin F1 เป็นสิ่งที่อยู่ในแผนการขยายการลงทุนของประเทศ เพื่อทดแทนการพึ่งพาเพียงแค่รายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว อย่างที่เราจะเห็นว่าในระยะหลังกองทุนแห่งชาติของซาอุดิอารเบียจะเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่หลากหลาย อย่างเช่นความพยายามลงทุนในเกม และความพยายามเป็นศูนย์กลางในการจัดแข่ง E-Sport ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
Oracle Red Bull Racing เป็นทีมจากแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง Red Bull จากออสเตรียที่มีจุดเริ่มต้นมาจากแบรนด์กระทิงแดง (ปัจจุบันฝั่งไทยถือหุ้นอยู่ 51%) โดยเป็นทีมที่สร้างแชมป์โลกประเภทนักแข่ง (Driver’s Champion) คนล่าสุด Max Verstappen ที่เป็นแชมป์โลกประเภทนักขับติดต่อกัน 4 สมัย (2021 ถึง 2024) ปัจจุบัน Red Bull Racing มี Partner อยู่ทั้งหมด 30 แบรนด์ (ไม่รวม Red Bull ที่เป็นเจ้าของทีม) และมี Oracle บริษัทเทคโนโลยีเป็น Title Partner ของทีม โดย Red Bull Racing ไม่ได้มีการแบ่งกลุ่มระดับของ Partners เป็นหลายกลุ่มชัดเจน มีเพียง Team Partners และ Technical Partners
Honda บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตระบบเครื่องยนต์ (Power Unit) ให้กับทีม Oracle Red Bull Racing และ Visa Cash App Racing Bulls
Mobil 1 แบรนด์น้ำมันเครื่องสังเคราะห์คุณภาพสูง เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ExxonMobil
Williams Racing เป็นหนึ่งใน 3 ทีมที่มีความยิ่งใหญ่ในแง่ผลงานและประวัติศาสตร์ที่ยาวใน Formula 1 เช่นเดียวกับ Scuderia Ferrari และ McLaren โดย Williams Racing เป็นเจ้าของแชมป์ Formula 1 ประเภททีม 9 ครั้งเท่ากับ McLaren และสร้างแชมป์โลกประเภทนักขับมาแล้ว 7 ครั้ง แต่เนื่องด้วยเป็นทีมขนาดเล็กที่เปรียบเสมือนธุรกิจครอบครัวซึ่งไม่ได้มีรายได้มหาศาลจากธุรกิจทำเงินเหมือนกับทีมส่วนใหญ่ ส่งผลให้ทีมประสบปัญหาการเงินมาอย่างยาวนาน และแม้ว่าในปี 2020 จะได้ขายทีมให้กับ Dorilton Capital จากสหรัฐฯ แต่ทีมก็ยังคงทำผลงานได้ไม่ดีนักจากปัญหาด้านการเงินดังกล่าวที่ยังคงค้างคาและส่งผลกับทั้งการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของทีม ทำให้ปัจจุบัน Williams Racing ถือว่ามีจำนวน Sponsor ที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับทีมอื่น ๆ
โดย Partners ของ Williams Racing ในภาพรวม ณ เริ่มต้นฤดูกาล 2025 ทีมมี Partners ทั้งสิ้น 21 แบรนด์ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ในเครือเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน ซึ่งรวมถึง 2 แบรนด์ที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยก็เป็นแบรนด์จากในเครือเดียวกันเช่นกัน
Atlassian (Title Partnership) เป็นบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับการสื่อสารภายในองค์กรจากประเทศออสเตรเลีย โดยมีซอฟต์แวร์องค์กรที่โด่งดัง คือ Jira, Trello, Bitbucket, และ Confluence โดย Atlassian เข้ามาเป็น Title Sponsor ของ Williams Racing ในปี 2025 เป็นปีแรกหลังจากที่ให้การสนับสนุนทีมครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2018
Dorilton Ventures เป็น Private Investment Firm ที่อยู่ในเครือ Dorilton Group ซึ่งเน้นลงทุนในธุรกิจด้านข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นหลัก ขณะที่ Dorilton Capital เจ้าของ Williams Racing จะเน้นลงทุนในธุรกิจที่เป็นนวัตกรรมและการปฏิบัติการเป็นหลัก
British American Tobacco (BAT) เครือบริษัทผู้ผลิตยาสูบ ซึ่งเป็นทีมที่เคยเป็นเจ้าของทีม Formula 1 มาก่อนจากการเข้าซื้อทีม Tyrrell ที่เปลี่ยนมือมาจนกลายเป็นทีม Mercedes-AMG Petronas ในปัจจุบัน
KAUST หรือ King Abdullah University of Science and Technology มหาวิทยาลัยที่เน้นด้านการวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท) จากซาอุดิอาระเบียที่มุ่งหาทางแก้ปัญหาด้านอาหาร น้ำ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
Visa Cash App Racing Bulls เป็นที่รู้จักกันในฐานะทีมลูกของ Red Bull Racing ซึ่งนักแข่งหน้าใหม่หลายคนของ Red Bull Racing จะต้องผ่านการขับกับทีมนี้มาก่อน โดยในปี 2025 ถือเป็นปีที่ 2 ของชื่อทีม Visa Cash App Racing Bulls เนื่องจากเป็นทีมที่เปลี่ยนชื่ออยู่หลายครั้งโดยที่ยังมี Red Bull เป็นเจ้าของ ตั้งแต่ Scuderia Toro Rosso และ Scuderia AlphaTauri ก่อนจะมาใช้ชื่อ Visa Cash App Racing Bulls ในปัจจุบัน
โดย Visa Cash App Racing Bulls จะแบ่ง Sponsors หรือ Partners ของพวกเขาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ Title Partners, Team Partners, และกลุ่มที่ไม่มีชื่อเรียก
VCARB02
Visa และ Cash App Title Partners ของทีม
Visa บริการด้านการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงินระดับโลก ซึ่งทำธุรกิจอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคทั่วไป ธุรกิจ สถาบันการเงิน รวมถึงหน่วยงานของรัฐ โดยธุรกิจหลักของ Visa ประกอบด้วย การออกบัตรเครดิตและเดบิตร่วมกับธนาคารพันธมิตร ตัวกลางเครือข่ายการชำระเงิน (VisaNet) การชำระเงินระหว่างประเทศ และการชำระเงินระหว่างธุรกิจ
Pirelli แบรนด์ผู้ผลิตยางจากอิตาลี เป็นผู้สนับสนุนยางให้กับทุกทีมในการแข่งขัน Formula 1 เพียงผู้เดียว (ไปอย่างน้อยจนถึงปี 2027)
PUMA แบรนด์กีฬาที่ออกแบบพัฒนา จำหน่าย และทำการตลาดเกี่ยวกับรองเท้า เสื้อผ้า และอุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ โดยปัจจุบัน PUMA เป็นแบรนด์เสื้อผ้า (และอุปกรณ์กีฬา) ที่สนับสนุนให้กับทีม Formula 1 พร้อมกันมากที่สุด 4 ทีม ได้แก่ Scuderia Ferrari HP, Atlassian Williams Racing, Aston Martin Aramco, และ Kick Sauber
New Era แบรนด์หมวกและเครื่องแต่งกายกีฬา ซึ่ง New Era เป็นที่รู้จักมาจากหมวกเบสบอล ปัจจุบันให้การสนับสนุน 4 ทีม ได้แก่ Oracle Red Bull Racing, McLaren F1, BWT Alpine, และ MoneyGram Haas
Castore แบรนด์เสื้อผ้า (และอุปกรณ์กีฬา) ที่สนับสนุนให้กับทีม Formula 1 มากเป็นอันดับ 2 คือจำนวน 3 ทีม ได้แก่ Oracle Red Bull Racing, McLaren, และ BWT Alpine
Riedel บริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการส่งสัญญาณถ่ายทอดสดและการสื่อสารแบบไร้สายแบบเรียลไทม์สำหรับการออกอากาศ ปัจจุบันให้การสนับสนุน 3 ทีม ได้แก่ Scuderia Ferrari HP, Visa Cash App Racing Bulls, และ Sauber
Richard Mille แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่มี Share Value และ Passion ด้านการแข่งขัน โดยมีสโลแกนว่า “A racing machines on the wrist” ปัจจุบันให้การสนับสนุน 2 ทีม คือ Scuderia Ferrari HP และ McLaren ซึ่งเป็นทีมของแบรนด์ Supercar ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเพียง 2 ทีมจากทีมทั้งหมดในการแข่งขัน Formula 1
Sabelt ผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยสำหรับการแข่งรถจากอิตาลี เช่น เข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุด และเบาะแข่ง ปัจจุบันให้การสนับสนุน Scuderia Ferrari HP และ Sauber